SINGLE SURFACC
Architecture as urban continuum
SINGLE SURFACC
Architecture as urban continuum
จากทฤษฎีสถาปัตยกรรมพื้นผิวเดียวสู่แนวคิดสถาปัตยกรรมผสานเมือง
SINGLE SURFACE THEORY TO : URBAN ASCONTINUUM
ณฐภัทร วรรณชรา
Natthaphat Wannachara
“ในเมืองที่ถูกทำให้แตกเป็นส่วน ๆ ผ่านโครงสร้างกายภาพและระบบการใช้งาน เราจะสามารถออกแบบ ‘ความต่อเนื่อง’ ขึ้นมาใหม่ เพื่อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พื้นที่และกิจกรรมได้อย่างไร?”
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้กระบวนการพัฒนาเมืองที่ให้ความสำคัญกับระบบคมนาคมและการใช้ประโยชน์ที่ดินเชิงเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่งผลให้พื้นที่สาธารณะและพื้นที่เปิดโล่งของเมืองถูกลดบทบาทลงทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ พื้นที่เมืองค่อย ๆ ถูกแบ่งแยกออกจากกันด้วยโครงสร้างพื้นฐาน อาคาร และขอบเขตการใช้งานที่ชัดเจน ความต่อเนื่องของพื้นที่จึงลดลง ขณะเดียวกัน โอกาสในการพบปะ ปฏิสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตร่วมกันของผู้คนในเมืองก็ถูกจำกัดตามไปด้วย
โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่โครงสร้างเมืองถูกออกแบบให้รองรับการสัญจรด้วยรถยนต์เป็นหลัก มากกว่าการเดินเท้า พื้นที่สาธารณะจำนวนมากจึงกลายเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงยาก และขาดการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบในระดับเมือง
ภายใต้สภาวะดังกล่าว โครงการนี้จึงตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อเมืองร่วมสมัยว่า
“ในเมืองที่ถูกแบ่งออกเป็นส่วนย่อยผ่านทั้งโครงสร้างทางกายภาพและระบบการใช้งานที่แตกต่างกัน จะสามารถสร้าง ‘ความต่อเนื่อง’ ระหว่างผู้คน พื้นที่ และกิจกรรมขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร”
โครงการนี้จึงหยิบยืมแนวคิดจากทฤษฎี สถาปัตยกรรมพื้นผิวเดียว (Single Surface Architecture) ซึ่งเดิมมุ่งลดทอนเส้นแบ่งระหว่างองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็นพื้น ผนัง หลังคา หรือความแตกต่างระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอก ให้กลายเป็นพื้นผิวต่อเนื่องเดียวกันที่เชื่อมโยงพื้นที่เข้าด้วยกัน
แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาพัฒนาและขยายขอบเขตจากระดับอาคารไปสู่ระดับเมือง จนเกิดเป็นข้อเสนอ “สถาปัตยกรรมผสานเมือง” (Urban Continuum) ซึ่งมองสถาปัตยกรรมไม่ใช่วัตถุที่ตั้งอยู่ในเมือง หากแต่เป็นโครงสร้างเชิงพื้นที่ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ของเมืองเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
พื้นผิวต่อเนื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงรูปทรงทางสถาปัตยกรรม หากแต่เป็นระบบพื้นที่สาธารณะรูปแบบใหม่ที่แทรกตัวอยู่ในโครงสร้างเมืองเดิม ทำหน้าที่เชื่อมโยงพื้นที่เปิดโล่ง ทางสัญจร กิจกรรมสาธารณะ และชุมชนเข้าหากันอย่างลื่นไหลและต่อเนื่อง
ภายใต้พื้นผิวดังกล่าว ได้มีการกำหนดโปรแกรมการใช้งานที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น พื้นที่พบปะ พื้นที่อ่านหนังสือ พื้นที่นันทนาการ พื้นที่กิจกรรมชุมชน และพื้นที่พักผ่อน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการใช้งานที่หลากหลายและส่งเสริมการเกิดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในระดับเมือง
ในลักษณะนี้ พื้นผิวต่อเนื่องจึงทำหน้าที่ทั้งในฐานะโครงสร้างทางกายภาพและโครงสร้างทางสังคม ที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับพื้นที่เมือง และเปิดพื้นที่ให้กิจกรรมที่เคยแยกขาดจากกันสามารถกลับมาซ้อนทับและเชื่อมโยงกันได้อีกครั้ง
ดังนั้น วิทยานิพนธ์เรื่อง “จากทฤษฎีสถาปัตยกรรมพื้นผิวเดียวสู่แนวคิดสถาปัตยกรรมผสานเมือง” จึงเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายแนวคิด Single Surface Architecture จากกรอบทฤษฎีทางสถาปัตยกรรมไปสู่เครื่องมือในการออกแบบเมือง โดยใช้ “ความต่อเนื่องของพื้นผิว” เป็นกลไกในการทบทวนและลดทอนเส้นแบ่งทางกายภาพและทางสังคมที่เมืองร่วมสมัยผลิตขึ้น
พร้อมกันนี้ ยังเป็นการเสนอวิสัยทัศน์ต่อเมืองในฐานะพื้นที่ของการเชื่อมโยง การเข้าถึง และการใช้ชีวิตร่วมกัน มากกว่าการแยกพื้นที่ออกเป็นส่วน ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในโครงสร้างเมืองร่วมสมัยในปัจจุบัน